How to Configure Terraform for NIPA Object Storage

วิธีการตั้งค่า Terraform กับ NIPA Object Storage ด้วย Backend "s3"

การตั้งค่า Terraform เพื่อใช้งานกับ NIPA Object Storage โดยใช้ backend ประเภท "s3" สามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้


1. ติดตั้ง Terraform

  • ดาวน์โหลด Terraform เวอร์ชันล่าสุดจาก เว็บไซต์ Terraformarrow-up-right

  • ติดตั้ง Terraform ตามคำแนะนำที่เหมาะสมกับระบบปฏิบัติการของคุณ


2. สร้าง Bucket ใน NIPA Object Storage


3. สร้างไฟล์ main.tf

สร้างไฟล์ main.tf เพื่อกำหนดการตั้งค่า backend และ resource ที่ต้องการ โดยตัวอย่างการตั้งค่า backend สำหรับ NIPA Object Storage มีดังนี้:

คำอธิบาย:

  • bucket: ชื่อ bucket ที่สร้างไว้ใน NIPA Object Storage

  • key: ไฟล์ที่ใช้เก็บสถานะ (state) ของ Terraform ใน Bucket

  • region: ชื่อ region (สามารถกำหนดเป็นค่าใดก็ได้ เช่น default)

  • endpoint: URL สำหรับเชื่อมต่อกับ NIPA Object Storage

  • access_key และ secret_key: Credentials สำหรับการเข้าถึง Object Storage หรือ Sub-Users ของ nipa cloud space คำอธิบาย: การกำหนดค่า S3-Compatible Storage มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับการทำงานของ S3 backend ให้สามารถใช้งานร่วมกับ Object Storage ที่ไม่ใช่ของ AWS ได้ โดยปกติแล้ว S3 backend ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับ AWS โดยเฉพาะ จึงมีขั้นตอนการตรวจสอบหลายอย่างที่เฉพาะเจาะจงสำหรับ AWS เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้งานกับผู้ให้บริการรายอื่น เช่น Nipa Cloud จำเป็นต้องใช้ flag เหล่านี้เพื่อแจ้งให้ Terraform ข้ามการตรวจสอบเฉพาะของ AWS เหล่านี้ไป

  • skip_credentials_validation = true บอก Terraform ว่า "ไม่ต้องพยายามนำ Access Key นี้ไปตรวจสอบกับระบบยืนยันตัวตนของ AWS (STS)"

  • skip_metadata_api_check = true บอกว่า "ไม่ต้องเช็คหา Metadata service ของเครื่อง EC2" เพราะเราไม่ได้รันอยู่บน AWS

  • skip_region_validation = true บอกว่า "ไม่ต้องตรวจสอบว่า Region ที่ระบุ (เช่น NCP-TH) เป็น Region ที่ถูกต้องของ AWS หรือไม่"

  • force_path_style = true บังคับให้ Terraform เข้าถึง Bucket แบบ endpoint/bucket แทนที่จะเป็น bucket.endpoint ซึ่งเป็นวิธีที่ S3-compatible storage ส่วนใหญ่ใช้

  • skip_requesting_account_id = true บอกว่า "ไม่ต้องถามหา AWS Account ID" เพราะผู้ให้บริการรายอื่นไม่มีสิ่งนี้

  • skip_s3_checksum = true บอกให้ข้ามการตรวจสอบความสมบูรณ์ของไฟล์ ซึ่งมีประโยชน์เมื่อ ETag ที่ผู้ให้บริการส่งกลับมาไม่ตรงกับมาตรฐานของ AWS


5. รันคำสั่ง Terraform

  1. Initialize Terraform: คำสั่งนี้จะทำการตั้งค่า backend และดาวน์โหลด provider ที่จำเป็น

  1. ตรวจสอบแผนการทำงาน: ใช้เพื่อตรวจสอบว่า Terraform จะทำอะไรบ้าง

  1. Apply การตั้งค่า: ใช้เพื่อดำเนินการสร้าง resource ตามที่กำหนดไว้ในไฟล์ main.tf


know issue

ปัญหา Error: XAmzContentSHA256Mismatch (Version terraform มีผล)

https://github.com/hashicorp/terraform/issues/36704arrow-up-right หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้ใช้ Terraform กับ S3-compatible storage มักจะเจอคือ XAmzContentSHA256Mismatch ซึ่งเกิดจากความไม่เข้ากันของวิธีการคำนวณ "ลายเซ็นดิจิทัล" (Checksum) ระหว่าง Terraform และ S3 provider

ในอดีต การแก้ปัญหานี้มักจะต้อง Downgrade Terraform ไปใช้เวอร์ชันเก่า แต่สำหรับ Terraform v1.12.2 ขึ้นไป มีวิธีแก้ปัญหาที่ทันสมัยและดีกว่า นั่นคือการตั้งค่า Environment Variable เพื่อให้ Terraform ยืดหยุ่นในการตรวจสอบ Checksum มากขึ้น ตั้งค่า Environment Variable ต่อไปนี้ใน Shell ของคุณก่อนรันคำสั่ง terraform init